เจ้าบัวสวรรค์ เจ้านางแห่งเมืองเชียงตุง

เจ้าบัวสวรรค์ เจ้านางแห่งเมืองเชียงตุง

เจ้านางบัวสวรรค์เป็นธิดาในเจ้าก้อนแก้วอินแถลงเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงหรือที่เรียกอย่างลำลองว่าเจ้าฟ้าเฒ่าและเจ้านางจันฟอง เจ้านางบัวสวรรค์เป็นที่โปรดปรานของเจ้าฟ้าและทุกคนในหอหลวงเพราะว่ามีหน้าตาหมดจดงดงาม

บรรดาธิดาเจ้าขุนส่าและเจ้าแว่นแก้วแห่งเมืองลอกจ๊อกยังกล่าวชมว่าเจ้าบัวสรรค์นั้นงดงามที่สุด กล่าวกันว่าเจ้าฟ้าโปรดเจ้านางบัวสวรรค์มากถึงให้ถือกุญแจหีบสมบัติท้องพระคลังหลวง ด้วยเหตุนี้ใครๆจึงเรียกเจ้านางบัวสวรรค์ว่า ”เจ้านางเศรษฐี”

ในสมัยนั้นชีวิตในหอหลวงเมืองเชียงตุงรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด เจ้านายชายหญิงในราชสำนักได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี ในขณะที่เจ้านายทางหัวเมืองล้านนายังคงนั่งช้างนั่งเกวียนแต่เจ้านางบัวสวรรค์มักขับรถไปพักผ่อนที่ดอยเหมยซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เปรี้ยวและนำสมัยมาก มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งบรรดาเจ้านางไปพักผ่อนกันที่ดอยเหมย มีเจ้านางองค์หนึ่งถูกผีเข้า เจ้านางบัวสรรค์ต้องขับรถมารับเจ้าฟ้าเฒ่าที่หอหลวงเพื่อไปไล่ผี

เจ้านางบัวสวรรค์สืบทอดคาถาอาคมจากเจ้าฟ้าเฒ่ามาทั้งหมดและครองตัวเป็นโสดมาตลอดชีวิต หรืออีกสาเหตุหนึ่งคือเจ้านางเพียบพร้อมไปด้วยรูปและทรัพย์สมบัติจึงไม่มีชายใดที่เหมาะสมเป็นคู่ครอง เจ้านางบัวสวรรค์มีสิ่งของราคาแพงใช้ อาทิเช่น ซิ่นไหมคำปิง ที่เจ้านางสุคันธาเล่าว่า
“ เจ้าพี่บัวสวรรค์นั้นเป็นคนสวย หุ่นดี คงมีซิ่นไหมคำปิงอยู่หลายผืนกระมัง….. .เจ้าปี้บัวสวรรค์เปิ้นฮ่างงาม ของเปิ้นมีนักก้าหา…”

เมื่อเจ้ากองไทพี่ชายร่วมมารดาของเจ้านางบัวสวรรค์ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง ในวันที่เกิดเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์เจ้ากองไท เจ้านางเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและเห็นหน้าคนร้าย แต่ทว่าเจ้านางก็ไม่ยอมบอกว่าเป็นใครเเละความลับนี้ก็ตายไปพร้อมกับเจ้านางบัวสวรรค์นั่นเอง

เจ้านางบัวสวรรค์เดินทางมาบางกอกอยู่หลายครั้ง เมื่อหอหลวงเชียงตุงล่มสลาย เจ้านางอยากจะมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่กับพี่น้อง แต่ด้วยเหตุผลบางประการเจ้านางบัวสวรรค์จึงต้องอยู่ที่เมืองเชียงตุงจนกระทั่งถึงแก่กรรมที่หอใหม่เมืองเชียงตุง

“เจ้านางบัวสวรรค์”เป็นบุตรสาวของเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลงที่ท่านเมตตามากที่สุด โดยท่านได้ถ่ายทอดวิชาอาคมของท่านให้เจ้านางสืบต่อเพียงผู้เดียวเท่านั้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เจ้าขุนศึกได้ช่วยบริหารบ้านเมือง และตรวจเยี่ยมชาวเมืองที่ต่างแตกแยกไปหลบสงครามแล้วกลับมารวมตัวกันใหม่ และส่งลูกมาเรียนที่เชียงใหม่ ที่บ้านหม่อมธาดาถนนวัวลายได้มีการประชุมของรัฐฉานกับพม่าที่ปางโหลง แต่เจ้าขุนศึกไม่ได้ไปเพราะเป็นทหารของอังกฤษ อยู่ จึงมีการเขม่นจากทหารพม่ากับเจ้าขุนศึก เจ้าขุนศึกได้รับโทรเลขจากย่างกุ้งให้ไปประชุมมีกำหนด ๒ วัน จึงรับคำเชิญไปโดยเครื่องบินออกจากเชียงตุงในตอนเช้า เมื่อไปถึงทหารพม่ากลับพาตัวไปกักกันไว้ และไม่ให้ใครทราบว่าอยู่ที่ใด คหบดีคนเชียงตุงที่ไปค้าขายที่ย่างกุ้งได้แอบส่งโทรเลขมายังเจ้านางบัวสวรรค์ ว่าเจ้าขุนศึกถูกกักขังโดยทหารพม่า แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ขอให้เจ้านางขึ้นไปด่วน และพักที่บ้านของเขา เมื่อเจ้านางทราบเรื่อง คืนนั้นเจ้านางก็นำบริวารหญิง-ชายมาที่โถง เจ้านางบัวสวรรค์เลือกเด็กสาวที่ขวัญอ่อนที่สุดมาปิดตาให้สนิท และให้หันหน้าไปยังเมืองย่างกุ้ง นั้นจึงท่องคาถาที่ได้รับการถ่ายทอดจากเจ้าพ่อ และบอกให้เด็กมองเข้าไปในเมืองย่างกุ้ง ถ้าเห็นแล้วให้บอก เมื่อเด็กเห็นแล้วก็บอกว่า เห็นเมืองย่างกุ้งแล้ว เจ้านางบัวสวรรค์ก็ถามว่า เจ้าฟ้าขุนศึกเป็นอย่างไร เด็กก็ตอบว่า เจ้าอยู่ในห้องเพียงผู้เดียว ไม่ได้รับอันตรายใดๆ เมื่อทราบเช่นนั้น วันรุ่งขึ้นเจ้านางบัวสวรรค์ก็ได้ออกเดินทางไปย่างกุ้ง และสั่งการจัด ทำพิธีบูชาที่หอหลวง โดยให้หม่อมธาดา ภริยาเจ้าขุนศึกทำพิธี ๑๑ วัน โดยทำของบูชาไปถวายตามจุดที่เจ้านางบัวสวรรค์บอกไว้ติดต่อกัน ทำอย่างนี้ด้วยจิตบริสุทธิ์ และครบถูกวิธี เจ้าขุนศึกจะได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ ในช่วงวันทำพิธีเจ้าแม่นางบุญยวงได้มานั่งเป็นประธานสั่งการบริวารอย่างละเอียด ในวันสุดท้ายของพิธีบูชาเป็นการส่งเคราะห์นพเกล้า เอารูปเจ้าฟ้าและเสื้อผ้าใส่ในพิธีนี้ด้วย ปรากฏผลบุญบันดาลให้เจ้าฟ้าขุนศึกได้รับการปล่อยตัวกลับเชียงตุงพร้อมเจ้านางบัวสวรรค์ครบสิบเอ็ดวันพอดี หลังจากนั้นเจ้าขุนศึกก็อพยพมาอยู่เชียงใหม่ และไม่กลับไปเชียงตุงอีกเลย

ที่มา สุทธิศักดิ์ แต้มลิก , Namfar Takonkit

Releated Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *